วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หนังสือ โยชูวา 1

ประวัติของโยชูวา

โยชูวา มีอีกชื่อหนึ่งว่า โฮเชยา ที่ระบุไว้ใน กดว.13:8 เป็นคนเผ่าเอฟราอิม เกิดและเติบโตในอียิปต์ ตลอดเวลาที่โมเสสนำชาติอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์ มุ่งหน้าสู่คานาอันนั้น โยชูวาได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า เขาเป็นผู้ที่กล้าหาญและเข้มแข็ง ที่สำคัญที่สุด “เขาสัตย์ซื่อและเชื่อวางใจพระเจ้า อย่างสุดกำลัง” เรียกว่ามีชื่อเสียงดี ในการติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง ............เรารู้จากหนังสืออพยพว่า โยชูวาเป็นขุนพลคนสำคัญในการสู้รบกับชาวอามาเลข (ถ้าเด็กๆจำได้) นอกจากนี้เราก็ได้เห็นว่า โยชูวาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ขึ้นไปบนภูเขาซีนายกับโมเสส ในขณะที่โมเสสไปเข้าเฝ้าพระเจ้าตามลำพัง และคอยเฝ้าโมเสสอยู่ใกล้ๆที่พลับพลาด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับโมเสสมาก โยชูวาก็เลยได้เรียนรู้ทั้งประสบการณ์และบุคคลิกความเป็นผู้นำจากโมเสสมาเป็นอย่างดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำต่อจากโมเสส

ลักษณะหรือเนื้อหาของหนังสือโยชูวา

โยชูวา เป็นหนังสือที่บันทึกเกี่ยวกับการรบเพื่อเข้าครอบครองแผ่นดินคานาอัน แต่จะไม่เน้นรายละเอียดเกี่ยวกับสงครามที่ยืดเยื้อซักเท่าไหร่ ทั้งๆที่สงครามครั้งนี้กินเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี แต่ดูเหมือนผู้เขียนจะเน้นให้เห็นถึง พระลักษณะของพระเจ้า และ น้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อ คนอิสราเอล มากกว่า จุดประสงค์ที่สำคัญของพระธรรมเล่มนี้ ก็คือ เพื่อที่จะให้ทุกคนรู้ว่า“ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันของอิสราเอลนั้นขึ้นอยู่กับความสัตย์ซื่อและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ” เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีการยกย่องใครก็ตามขึ้นมาเป็นวีรบุรุษคนสำคัญ นอกจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว .........และถ้อยคำที่เป็นเสมือนกุญแจแห่งความสำเร็จที่พระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวาก็คือ....เปิดไปดู ยชว.1:6-7 / 1:9 /1:1 ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงหนุนใจโยชูวาและชาวอิสราเอลก็คือ “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด” จริงๆแล้ว นี่คือถ้อยคำของพระเจ้าที่มีความหมายมากกว่าที่คิดและยังต้องใช้หนุนใจพวกเราอยู่จนทุกวันนี้ (เดี๋ยวเราจะค่อยๆเรียนกันไป)

โครงร่างของหนังสือโยชูวา แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน

๑.การเคลื่อนพลเข้าสู่คานาอัน ๒.การทำสงครามและชัยชนะของอิสราเอล

๓.การจัดสรรแผ่นดิน ๔.การทำพันธสัญญาที่เชเคมและวาระสุดท้ายของโยชูวา

ส่วนที่๑ การเคลื่อนพลเข้าสู่ “คานาอัน”

ดู ยชว.1:1-3 คำว่า “ทุกตำบลที่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้กับเจ้าทั้งหลายดังที่เราสัญญาไว้..” คำนี้เป็นเหมือนคำรับรองของพระเจ้าว่า อิสราเอลจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน เพียงแต่ “จงลุกขึ้นยกข้ามน.จอร์แดนนี้” นี่เป็นคำสั่งจากพระเจ้าที่มีความหมายว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมความสำเร็จ ในการเข้าครอบครองแผ่นดินไว้ให้แก่อิสราเอลแล้ว แต่อิสราเอลต้อง ลุกขึ้น ต่อสู้เองด้วย ถึงจะได้ครอบครองดินแดนแห่งพันธสัญญา เพราะถ้าอยู่เฉย หรือมัวแต่หวาดกลัวไม่ยอมยกข้ามไปรบกับเขา จะได้ครอบครองดินแดนนี้มั๊ย (ไม่มีทาง) ถึงแม้ว่าพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่า เขาจะได้รับชัยชนะแต่ถ้าไม่ลงมือทำในส่วนของตัวเอง ก็คงไปไม่ถึงจุดหมาย

เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะตามประสบการณ์ของน้าตุ๊ก นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น้าตุ๊กได้เรียนรู้ ว่า”พระเจ้าจะทรงเว้นช่องว่าง หรือ ขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่ง ไว้ให้เราทำเองเสมอ ไม่ว่าในเรื่องใดๆก็ตาม จริงอยู่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อเรา รวมทั้งกำหนดชัยชนะไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว แต่ทุกครั้งเราจะต้อง “ลุกขึ้น” ทำบางอย่างเอง หรือกล้าที่จะเดินผ่านสถานการณ์แย่ๆด้วยตัวของเราเอง

เหมือนในสถานการณ์นี้ของคนอิสราเอล สงครามฝ่ายโลกของเขากำลังจะเริ่มต้น แต่สงครามฝ่ายวิญญาณเริ่มขึ้นก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้ข้ามไปฝั่งโน้น ถ้าพวกเขาเชื่อความคิดตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองมองเห็น แทนที่จะเชื่อวางใจในพระเจ้า พวกเขาคงไม่กล้าข้ามไปหรอก เพราะอะไร เพราะในสายตามนุษย์ อิสราเอลไม่มีอะไรที่จะไปสู้เขาได้เลย

แล้วถามว่า ทำไมพระเจ้าต้องวัดใจเรา ในเบื้องต้นก็เพื่อที่เราจะเติบโตและแข็งแรง เหมือนอย่าง พ่อ แม่ที่รักลูก ถามว่ารักแล้วก็จัดเตรียมสิ่งต่างๆที่ดีไว้ให้พร้อม แต่พ่อแม่จะรองมือ รองเท้าทำทุกอย่างให้ลูก โดยไม่เหลืออะไรไว้ให้ลูกทำเองเลยรึเปล่า ไม่ใช่แน่นอน เพราะทุกคนรู้ดีว่า นั่นเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม พระเจ้าของเราก็เป็นเหมือนพ่อที่รักลูกและอยากให้ลูกเติบโต มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมักจะเว้นช่องว่างหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ให้เราทำเองเสมอ” *

ดูยชว.1:12-15 เราคงยังจำเรื่องราวของ สองเผ่าครึ่ง กันได้นะ ที่พวกเขาร้องขอแผ่นดินทางฟากตะวันออกของน.จอร์แดนกับโมเสส เรื่องนี้ก็มีข้อคิดให้เราเหมือนกัน....เราลองมาทบทวนเรื่องราวของคนสองเผ่าครึ่งนี้กันหน่อย

ตอนที่โมเสสนำคนอิสราเอลมาถึงที่ราบโมอับนั้น ปรากฎว่า พอคนเผ่ารูเบน กาด กับพวกมนัสเสห์ครึ่งเผ่า เห็นความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนี้ปุ๊บ...ก็ใจเร็วด่วนได้ ออกปากขอดินแดนฝั่งตะวันออกกับโมเสสทันที สิ่งนี้ชี้ให้เห็นอะไร ก็ชี้ให้เห็นว่า “ พวกเขาเลือกในสิ่งที่ตามองเห็น ไม่ได้เลือกสิ่งที่พระเจ้าเตรียมให้” จริงมั๊ย

ต้องเรียกว่า..พวกเขาเลือกที่จะเชื่อตัวเอง พวกเขาเลือกวัตถุ คือดินแดนที่เห็นว่า สุดแสนจะอุดมสมบูรณ์ รีบจองเลย ลืมหมดว่าเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ไหน แล้วก็ไม่เฉลียวใจด้วยว่า.....ถ้าที่ฝั่งนี้มันดีจริง ทำไมพระเจ้าถึงเตรียมฝั่งโน้นไว้ให้ จริงมะ

แล้วเป็นยังไง พระคำภีร์ได้บันทึกเหตุการณ์ในสมัยต่อมาว่า ดินแดนของคนสองเผ่าครึ่งนี้ถูกข้าศึกรบกวนมากเพราะ เป็นที่ราบไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำล้อมเป็นเขตแดนป้องกัน พี่น้องอิสราเอลที่อยู่ฝั่งคานาอันต้องส่งกำลังมาช่วยรบอยู่เป็นประจำ แล้วในสมัยที่อัสซีเรียแผ่ขยายอำนาจครั้งใหญ่ “คนสองเผ่าครึ่งนี้ก็ถูกเนรเทศแล้วก็กวาดไปเป็นเชลยก่อนพี่น้อง” นี่ก็คือผลที่เขาเลือกเอง

...........ในทางเดียวกันกับ คริสเตียนทุกวันนี้ หลายคนได้รู้จักและก็ได้เชื่อในพระเยซูแล้ว แต่กลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตามองเห็น มากกว่าที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ หรือให้ความสำคัญกับเรื่องวัตถุสิ่งของทางโลกมากเกินไป เหมือนคนสองเผ่าครึ่งที่เห็นแก่ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนฝั่งตะวันออก จนหลงลืมเมืองแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ทางฝั่งตะวันตก

เรียกว่าเชื่อสายตาและความคิดของตัวเอง มากกว่าเชื่อพระเจ้า อุตส่าห์ติดตามพระเจ้ามาตั้งแต่อียิปต์ บุกป่าฝ่าดงมาไม่รู้เท่าไหร่พอมาถึงจริงๆแล้ว กลับเลือกที่จะไม่เข้าไป มาสะดุดกะอีแค่หยากเยื่อเส้นบางๆที่เป็นเพียงทรัพย์สินทางโลก (เด็กๆพอนึกภาพออกมั๊ย)

แล้วปัจจุบันนี้ คริสเตียนที่เป็นประเภทเดียวกับคนสองเผ่าครึ่งนี้ ก็มีไม่น้อย เผลอๆจะมีมากกว่าพวกที่เลือกจะอยู่ในคานาอันด้วยซ้ำ คนกลุ่มนี้จะมีความเชื่อที่ครึ่งๆกลางๆ พวกเขาจะเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เขาชอบ มาหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ หรือเลือกที่จะเชื่อฟังและกระทำตามแค่บางเรื่อง(โดยไม่รู้สึกผิด) น้าตุ๊กเคยสอนแล้วว่า ความเชื่อ มีแค่สองอย่าง คือ เชื่อกับไม่เชื่อ เท่านั้น ถ้าเชื่อมั่ง ไม่เชื่อมั่ง หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็แปลว่าไม่เชื่อ ...........แล้วความพ่ายแพ้ในสงครามก่อนใคร ของสองเผ่าครึ่งนี้ มีความหมายทางฝ่ายวิญญาณด้วยเหมือนกัน เพราะเรื่องนี้เป็นภาพที่สะท้อนให้เรารู้ว่า ถ้าเราทำตัวเหมือนคนสองเผ่าครึ่งนี้ คือไม่ติดตามหรือเชื่อฟังพระเจ้าให้ตลอดลอดฝั่ง เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับการทดลอง “เราก็จะเป็นคนแรกๆที่จะล้มลงในความบาปหรือถูกล่อลวงได้ง่ายกว่าคนอื่น”

ดูยชว.2:1-3 เมืองแรกที่ต้องตีคือ เยรีโค เพราะเยรีโคตั้งขวางทางเป็นปราการด่านแรกที่จะผ่านเข้าสู่คานาอัน โยชูวาใช้วิธีส่งคนไปสอดแนมเมืองนั้นตามกลยุทธ์ที่ได้เรียนรู้มาจากโมเสส แล้วคนทั้งสองก็เข้าไปในบ้านของหญิงโสเภณีที่ชื่อ ราหับ ...ที่เลือกเข้าไปในบ้านของโสเภณี ก็เพื่อจะได้ไม่เป็นที่ ผิดสังเกต เพราะปกติบ้านของหญิงโสเภณีก็จะมีคนที่มาซื้อบริการเข้าๆออกๆมากหน้าหลายตาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถึงยังไงก็ยังไม่พ้นสายตาของชาวเมืองเยรีโคอยู่ดี กษัตริย์ถึงให้คนไปบอกราหับว่า ให้ส่งตัวคนอิสราเอลออกมา แล้วราหับว่ายังไง...

ดูยชว.2:4-7 ราหับซ่อนคนสอดแนมทั้งสองของอิสราเอลไว้บนหลังคา แล้วบอกคนที่มาตามจับว่า มีผู้ชายมาหาเขาจริงแต่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วก็กลับออกนอกประตูเมืองไปแล้วตอนพลบค่ำ มาดูกันว่าทำไมราหับถึงทำอย่างงี้

ดูต่อในยชว.2:8-10 ในข้อนี้ราหับบอกว่า เธอรู้แล้วว่า”พระเจ้าประทานแผ่นดินคานาอันนี้ให้กับอิสราเอลแล้ว” และชาวคานาอันเองก็กลัวจนตัวสั่น เพราะพวกเขาได้ยินถึงการอัศจรรย์มากมายหลายอย่างที่พระเจ้าทรงทำเพื่อชาวอิสราเอล ทั้งการข้ามทะเลแดง และการรบชนะก. ของคนอาโมไรต์ มันคงไม่ธรรมดา เพราะอย่าลืมว่าอิสราเอลหรือพวกฮีบรูเนี่ย เป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนเล็กๆที่ไม่น่าจะมีน้ำยาอะไร แล้วทำไมถึงสามารถชนะประเทศที่มีความเจริญกว่า แล้วก็น่าจะมีประสบการณ์ทางการรบมากกว่าด้วย เพราะสมัยที่ฮีบรูเป็นทาสอยู่ในอียิปต์คงจะไม่เคยไปรบกับใครหรอก เมื่อพระเจ้าปล่อยให้เป็นอิสระ แล้วตั้งให้อิสราเอลเป็นประเทศ พวกเราคงจำได้...ว่าพระเจ้าต้องสอนให้หมดทุกอย่าง...ทั้งการสำรวจจำนวนประชากร การจัดเตรียมกำลังทางทหาร อายุเท่าไหร่ มีหน้าที่อะไร หรือแม้แต่การเคลื่อนขบวนค่าย..ใครจะไปก่อนไปหลัง พระเจ้าคิดให้หมด (มันคิดอะไรไม่เป็นหรอก)

ตรงจุดเนี้ย ทำให้เรารู้ว่าชัยชนะของอิสราเอลนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าอย่างชัดเจน แล้วก็หวาดกลัวพระเจ้าของอิสราเอลอย่างมากด้วย เพราะพวกเขารู้ว่า ลำพังฝีมือของพวกยิวหรือฮีบรูเร่ร่อนนี่ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่พระเจ้าที่ทรงนำอยู่ข้างหน้า อิสราเอลนั่นต่างหากที่น่ากลัว

ดูต่อยชว.2:11-14 ในข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า ราหับนั้นมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างเต็มหัวใจ เรียกว่าไม่มีข้อสงสัยเลยทีเดียว เพราะดูจากคำพูดที่เขาใช้ อย่างเช่น “ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและโลกเบื้องล่าง” ถ้าคนที่ไม่เชื่อจะไม่ยอมรับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอย่างงี้ ถึงจะเห็นการอัศจรรย์มากมาย ถ้าไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ

แล้วอีกคำพูดที่ชัดเจนมาก ก็คือ “บัดนี้ ขอท่านสาบานให้ดิฉันในพระนามพระเจ้า..” รู้จักสาบานในพระนามพระเจ้า อันนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ถ้าไม่เชื่อว่ายิ่งใหญ่จริงจะอัญเชิญมาเป็นพยานในความเป็น ความตายของตัวเองมั๊ย ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างงี้ มนุษย์มักจะต้องนึกถึงสิ่งที่ตัวเองคิดว่าศักดิ์สิทธิ์จริง หรือช่วยตัวเองได้จริง น่ายำเกรงจริงๆเท่านั้นถึงจะยกขึ้นมากล่าวอ้าง ที่น้าตุ๊กบอกว่า ไม่ธรรมดา เพราะอะไร ราหับเป็นคนอิสราเอลรึเปล่า

ไม่ใช่เลย แล้วเด็กๆเคยมีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนมั๊ย แล้วพอเขาได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ก็เชื่อทันที แถมรู้จักอธิษฐานในนามพระเยซูด้วย เคยเจอมั๊ย อาจจะมีนะ แต่มันหายากมาก มักจะเป็นกรณีพิเศษที่พระเจ้าทรงเลือก เพราะพระองค์จะทรงกระทำการงานผ่านคนๆนั้นจริงๆ เหมือนอย่างราหับเนี่ย

แล้วภาพชีวิตของราหับก็เป็นเหมือนเสียงของพระเจ้าที่ฝังอยู่ในใจเราอีกครั้งว่า ไม่ใช่แค่คนที่ดีพร้อมเท่านั้น ที่จะได้รับความรอด เพราะราหับเป็นโสเภณี ดูแล้วต่ำต้อยมากในสายตามนุษย์ แต่พระเจ้าก็ยังประทานความเชื่อให้เธอได้รับความรอด ในเวลาต่อมาราหับได้แต่งงานกับคนเผ่ายูดาห์และกลายเป็นพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์อีกด้วย เพราะฉะนั้น เราตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้เลย ว่าใครจะรอดหรือไม่รอด มันขึ้นอยู่กับความเชื่ออย่างเดียว

สรุปว่าในข้อนี้ ราหับช่วยคนสอดแนมของอิสราเอลเพราะมีความเชื่อในพระเจ้า และสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายการมาสอดแนมของคนอิสราเอลให้ใครรู้ ฝ่ายคนสอดแนมของอิสราเอลก็รับปากว่า จะไม่ทำร้ายเธอและครอบครัว ก็เรียกว่าเป็นการให้สัญญาต่อกัน

ดูยชว.2:18 ผู้สอดแนมบอกราหับว่า ในวันที่อิสราเอลบุกเข้ามาให้ราหับรวบรวมคนในครอบครัวเข้ามาไว้ในบ้าน แล้วเอาด้ายสีแดงผูกไว้ที่หน้าต่างแล้วจะปลอดภัย ด้ายสีแดงก็เป็นเครื่องหมายเล็งถึงโลหิตของพระเยซูคริสต์ เช่นเดียวกับเลือดแกะที่ทาวงกบในวันปัสกาที่ประเทศอียิปต์ สถานการณ์ก็คล้ายๆกัน ถ้าเด็กๆสังเกตดูจะเห็นว่าพระเจ้าทรงประทานหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ไว้เป็นระยะๆ เพื่อบอกเป็นนัยน์ถึงการที่จะเสด็จมาของพระองค์ อาจจะต่างที่ ต่างเวลาหรือสถานการณ์ แต่มีความหมายเหมือนกันคือความรอด

ดูต่อในยชว.2:22-24 การที่ผู้สอดแนมกลับมาอย่างปลอดภัยนั้น นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกของอิสราเอล ที่มีส่วนในการสร้างความมั่นใจให้พวกเขาอย่างมาก

ดูยชว.3:1-4 การเข้ายึดครองคานาอันนั้น เป็นสงครามที่มีความหมายฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นหีบพันธสัญญา ต้องนำอยู่ข้างหน้าเสมอ ในข้อ4บอกว่า “ ให้ประชาชนทิ้งระยะห่างจากหีบประมาณ2000ศอก เพราะพวกเขาไม่รู้ทาง จึงต้องให้พระเจ้านำอยู่ข้างหน้า” เห็นมะ...อิสราเอลแทบไม่ต้องคิดอะไรเลย พวกเราก็เหมือนกัน แค่เชื่อฟังแล้วก็ทำตามที่พระเจ้าบอก แค่นั้นจบ

ดูยชว.3:15-17 ในข้อนี้บรรยายถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำให้น้ำในน.จอร์แดนแห้งไปเพื่อให้คนอิสราเอลยอมรับโยชูวา เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าเคยอยู่กับโมเสสฉันใดก็ทรงอยู่กับโยชูวาเช่นกัน

น.จอร์แดนเนี้ย กว้างมากว่า๑ไมล์ แล้วตอนที่อิสราเอลจะข้ามนั้นเป็นฤดูเกี่ยวข้าวหรือฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งหิมะจะละลายทำให้น้ำเยอะจนท่วมฝั่ง แต่พระคำภีร์บอกว่าพอปุโรหิตหามหีบพันธสัญญาก้าวลงในแม่น้ำปุ๊บ น้ำในน.จอร์แดนก็แห้งไป

คำอธิบายที่ใกล้เคียงกับปรากฎการณ์นี้ที่สุด ก็คืออาจจะเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองอาดัมซึ่งเป็นต้นน้ำ อยู่ห่างไปประมาณ24-25กม. ทำให้ตลิ่งยุบพังลงมาเป็นเขื่อนกั้นน้ำที่ต้นทางไว้ น้ำตรงทางที่คนอิสราเอลจะข้ามก็เลยลดลงจนเป็นแห้ง ปุโรหิตก็หามหีบพันธสัญญายืนรออยู่กลางแม่น้ำ จนประชาชนทั้งหมดเดินข้ามไป

ที่น้าตุ๊กบอกว่า เหตุผลนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็เพราะ ในปี1972 ได้เกิดแผ่นดินไหว ในบริเวณนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ดินชายฝั่งถล่มลงมากั้นเป็นเขื่อนภายใน21ช.ม.ในจุดเดียวกันนี้ เกิดเป็นภาพที่ทำให้เราเข้าใจปรากฎการณ์ในอดีต (เหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย)

ดูยชว.4:1-3/6-7 พระเจ้าทรงบอกโยชูวาให้ส่งผู้แทนของทั้ง๑๒เผ่ากลับไปเอาหินจากก้นแม่น้ำ และตั้งเป็นอนุสรณ์ที่เมืองกิลกาล เพื่อระลึกถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำให้น.จอร์แดนแห้งไป

ดูต่อ ยชว.4:9-10 อันนี้สิ น่าสนใจ พระคำภีร์ระบุว่านอกจากอนุสรณ์ที่ตั้งไว้บนแผ่นดินที่เมืองกิลกาลแล้ว โยชูวายังตั้งศิลาเป็นอนุสรณ์ไว้ที่ก้นแม่น้ำจอร์แดนอีกด้วย

อ่านต่อ ยชว.4:15-18 เมื่อปุโรหิตยกเท้าขึ้นน้ำเหยียบแผ่นดินแห้ง น้ำในน.จอร์แดนก็ไหลเข้าท่วมฝั่งเหมือนเดิม แล้วทีนี้ จะมีใครมองเห็นกองศิลาที่โยชูวาวางไว้เป็นอนุสรณ์ที่ก้นแม่น้ำมั๊ย แล้วเด็กๆสงสัยมั๊ย ว่าเขาสร้างอนุสรณ์ใต้น้ำไว้ทำไม

แท้จริงแล้ว ศิลาที่วางอยู่ใต้น้ำนั้น มันเป็นตัวแทนของความเชื่อและไว้วางใจที่เรามีต่อพระเจ้า ถึงแม้ว่าใครๆจะมองไม่เห็น ตัวเราเองก็มองไม่เห็น แต่เรารู้ว่าการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรานั้นมันมีอยู่จริง ดังนั้น สิ่งนี้มันเป็นเหมือนอนุสรณ์ในใจ ระหว่างเรากับพระเจ้า เป็นสายสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ ซึ่งไม่มีใครรู้เห็น มีแต่เรากับพระเจ้าที่รู้กัน

ดู ยชว.5:1/ 2-5 เมื่อชาวคานาอันเห็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำ ”ก็ขวัญหนีดีฝ่อ หมดกำลังใจไปตามๆกัน” เพราะฉะนั้น ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับโยชูวาที่จะนำกำลังกองทัพบุกประจัญไปข้างหน้า (จริงมะ) เพราะศัตรูกำลังเสียขวัญ แต่นั่นไม่ใช่แผนของพระเจ้า น่าปะหลาดใจมาก...เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้ชายอิสราเอลทุกคนเข้าสุหนัต! .........เข้าสุนัตในช่วงที่กำลังทำศึกสงครามเนี่ยนะ...มันหมายถึงว่า ร่างกายของพวกเขาจะต้องอ่อนแอไม่มีเรี่ยวแรงไปหลายวัน และศัตรูอาจฉวยโอกาสนี้โจมตีพวกเขาได้

เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้พระเจ้าทรงบอกอะไรเรา พระเจ้ากำลังบอกเรา “ พระองค์มีอิสระในการใช้เวลาเสมอ” ในเวลาที่มนุษย์ต้องรีบทำ เพื่อให้ได้บางอย่างมา แต่พระเจ้าได้มาอย่างง่ายๆไม่ต้องรีบร้อน แม้ว่าสิ่งที่พระองค์สั่งให้ทำมันจะดูขัดกับสถานการณ์ขนาดไหน ก็ขอให้เชื่อฟังและทำตามเสมอ เพราะใน อิสยาห์55:9 บอกไว้ว่า.....

“เพราะฟ้าสวรรค์อยู่สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด พระปัญญาและวิถีของพระเจ้าก็สูงกว่าทางของมนุษย์ฉันนั้น” ดังนั้น มันสำคัญมากสำหรับอิสราเอล (แล้วก็พวกเราด้วย) ที่จะต้องมีความเชื่อวางใจให้ลึกลงไปในจิตวิญาณ เพื่อที่เราจะดำเนินกับพระเจ้าไปได้อย่างตลอดลอดฝั่ง

และในการเข้าสุนัตครั้งนี้ อิสราเอลก็ได้เรียนรู้อีกครั้งหนึ่งว่า ชัยชนะของพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนกองทหารหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ แต่มีเคล็ดลับง่ายๆ คือ เชื่อฟังพระเจ้าและเดินตามพระองค์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น